เปิดประวัติ สโมสรฟุตบอลเชลซี เจ้าของฉายา

0
221
เปิดประวัติ สโมสรฟุตบอลเชลซี เจ้าของฉายา เดอะบลูส์ และ สิงโตน้ำเงินคราม
เปิดประวัติ สโมสรฟุตบอลเชลซี เจ้าของฉายา เดอะบลูส์ และ สิงโตน้ำเงินคราม

เปิดประวัติ สโมสรฟุตบอลเชลซี เจ้าของฉายา เดอะบลูส์ และ สิงโตน้ำเงินคราม

เปิดประวัติ สโมสรฟุตบอลเชลซี เจ้าของฉายา เดอะบลูส์ และ สิงโตน้ำเงินคราม

เปิดประวัติ สโมสรฟุตบอลเชลซี เจ้าของฉายา เดอะบลูส์ และ สิงโตน้ำเงินคราม ก่อตั้งในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ.1905 โดย กุส เมียร์ส และได้เปลี่ยนสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์จากสนามกรีฑาเป็นสนามฟุตบอล โดยในตอนแรกจะใช้ชื่อว่า ฟูแลมเอฟซี แต่ไปซ้ำกันกับสโมสรฟุตบอลฟูแลม เลยต้องเปลี่ยนชื่อ โดยตอนแรกใช้ชื่อว่า เคนชิงตันเอฟซี,สแตมฟอร์ดบริดจ์เอฟซี แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น ลอนดอน เอฟซี และเปลี่ยนเป็นเชลซีเอฟซี และได้ก่อตั้ง ณ ผับไรซิ่งซัน (ณ ปัจจุบันชื่อ เดอะบุชเชอร์สฮุก)

สโมสรเชลซีได้เลื่อนชั้นมาเล่นดิวิชั่น1ครั้งแรกในซีซั่นที่2หลังการก่อตั้งสโมสร (ฤดูกาล 1906-07) แต่พวกเขาก็ลงไปขึ้นมาระหว่างดิวิชั่น1และดิวิชั่น2เรื่อยๆ พวกเขาเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ในปี 1915 แต่ก็แพ้สโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดไป 0 ประตูต่อ 3 และจบอันดับที่3ในดิวิชั่น1ฤดูกาล 1919-20 และพวกเขาก็เริ่มซื้อสตาร์ดังเข้าทีมมากขึ้น

แชมป์แรก (1952 – 1961)
อดีตกองหน้าอาร์เซนอลและทีมชาติอังกฤษอย่าง เท็ด เดร็ก ได้เข้ามาคุมเชลซีใน ค.ศ.1952 และปรับสโมสรให้ทันสมัยด้วยการโละกลุ่มทหารหลวงวัยเกษียณ และได้ปรับทีมเยาวชนและการซ้อมให้เข้มข้นมากขึ้น และซื้อสตาร์จากลีกสมัครเล่นมากมาย จนกระทั่งพวกเขาได้ถ้วยแรกในประวัติศาสตร์ในฤดูกาล 1954-55 เมื่อพวกเขาได้แชมป์ดิวิชั่น 1 และอันที่จริงเชลซีจะเป็นทีมแรกจากอังกฤษที่ได้ไปฟุตบอลระดับสโมสรยุโรปด้วยซ้ำ แต่ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษห้ามไว้ไม่ให้ไปแข่งขัน เดรกถูกปลดจากตำแหน่งในปี 1961 และแทนที่ด้วยทอมมี่ โดเชอร์ตี้ที่เข้ามาในฐานะผู้เล่น-ผู้จัดการทีม

ทีมใหม่ (1962 – 1970)

รูปปั้นปีเตอร์ ออสกู๊ด ตำนานเชลซีหน้าสแตมฟอร์ดบริดจ์
โดเชอร์ตี้ได้ทำการปรับปรุงระบบทีมใหม่ค่อนข้างเยอะ เขาได้โละแข้งเก่าหลายคนออกจากทีม และได้ซื้อนักเตะใหม่มากมายเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือปีเตอร์ ออสกู๊ด ตำนานสโมสร และพวกเขาก็คว้าแชมป์ลีกคัพได้ในฤดูกาล 1964-65 ในการเอาชนะเลสเตอร์ซิตีที่มีกอร์ดอนแบงส์ นายทวารจอมหนึบด้วยสกอร์ 3-2 (ในสมัยนั้นนัดชิงลีกคัพแข่งกันสองนัด) และในสามซีซั่นหลังพวกเขาก็สามารถเข้าชิงทุกถ้วยที่ลงเล่นได้
แต่เป็นรองแชมป์ทั้งหมด และเดฟ เซ็กตันเข้ามาแทนที่โดเชอร์ตี้ เชลซีคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้ในปี 1970 โดยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดไป 2-1 ในนัดรีเพลย์ และในปีต่อมาพวกเขาก็สามารถคว้าโทรฟี่ระดับทวีปยุโรปด้วยการเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพกับสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริดได้ 2-1 ในนัดรีเพลย์ที่เอเธนส์

ตกต่ำ (1970 – 1992)
เชลซีถึงยุคตกต่ำในยุคปลาย 1970 ถึงต้น 1990 เมื่อพวกเขาขายสตาร์ดังไปมากมาย และตกชั้นจนแถมยังไม่สามารถขึ้นมาลีกสูงสุดได้ แต่แล้วในปี 1982 เคน เบตส์ ได้เข้ามาซื้อสโมสรด้วยราคา 1 ล้านปอนด์ และเขาก็ปรับปรุงสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ให้ดีขึ้น แต่มันไม่ได้ช่วยอะไร แถมพวกเขาเกือบจะตกชั้นไปดิวิชั่น 3 ในปีเดียวกัน แต่ในปี 1984 จอห์น นีล ได้ดึงทีมขึ้นชั้นมาจากดิวิชั่น 2 ด้วยการคว้าแชมป์ในปี 1983-84 และตกชั้นอีกครั้งในปี 1987-88 ก่อนที่จะเลื่อนชั้นอีกครั้งในปี 1988-89 ด้วยแต้มที่ห่างกับสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีไปถึง 17 คะแนน

กลับมารุ่งเรืองและฉายา “สิงห์บอลถ้วย” (1992 – 2004)
ในปี 1992 ก็เริ่มมีการซื้อสตาร์ดังมากมาย และเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอคัพ ฤดูกาล 1993-94 โดยฝีมือของ เกล็นน์ ฮ็อดเดิ้ล แต่พวกเขาก็แพ้สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปอย่างราบคาบ 0-4 จนกระทั่งรุด กุลลิต เข้ามาทำทีมในฐานะ ผู้เล่น-ผู้จัดการทีม ในปี 1996 และพาทีมเข้าชิงชนะเลิศในปี 1997 และเอาชนะสโมสรฟุตบอลมิดเดิลส์เบรอไปได้ 2-0 จากการยิงของโรแบร์โต ดี มัตเตโอในช่วงเวลาเพียงแค่ 42 วินาทีเท่านั้น
และเอ็ดดี นิวตันในนาทีที่ 83 กุลลิทถูกแทนที่โดยจิอันลูก้า วิอัลลี่ โดยพาทีมเข้าชิงลีกคัพปี 1998 และชนะมิดเดิลสเบรอด้วยสกอร์เดิม ในช่วงต่อเวลาพิเศษ และเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1998 และได้แชมป์สมัยที่สองด้วยการเอาชนะเฟาเอฟเบชตุทท์การ์ทไป 1-0 จากประตูของจันฟรังโก โซลาซึ่งยังลงมาเล่นไม่ถึงครึ่งนาทีด้วยซ้ำ และชนะเลิศยูฟ่าซูเปอร์คัพในปีเดียวกันด้วยการเอาชนะเรอัลมาดริดไป 1-0 และชนะเลิศเอฟเอคัพในปี 2000 โดยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลาไป 1-0 จากประตูของโรแบร์โต ดี มัตเตโอคนเดิม
รวมถึงได้สัมผัสยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกแต่ก็ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาด้วยสกอร์รวม 6-4 วิอัลลี่ถูกปลดจากตำแหน่งและถูกแทนที่ด้วยเกลาดีโอ รานีเอรีและเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพปี2001-02 แต่สุดท้ายก็พ่ายสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอลไป 0-2 สำหรับในประเทศไทยเชลซียุคนี้ถือว่าเป็น “สิงห์บอลถ้วย” เลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (2004 – 2011)

โรมัน อับราโมวิช ผู้เปลี่ยนแปลงสโมสรฟุตบอลเชลซีตลอดกาล (ในภาพ ปี 2008)
เคนเบตส์ได้ขายสโมสรราคา 140 ล้านปอนด์ ให้กับนักการเมืองมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย โรมัน อับราโมวิช และได้ทุ่มซื้อสตาร์ดังมามากมาย และได้ทำเรื่องงงงวยให้กับแฟนบอลด้วยการปลดรานีเอรี่ออกจากตำแหน่ง และแทนที่ด้วยโชเซ มูรีนโย ซึ่งก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดเพราะมูรินโยได้เข้ามาเป็นตำนานกุนซือที่นำพาความสำเร็จมาให้สโมสรมากมายทั้งการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2004-05 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยคะแนนประวัติศาสตร์ถึง 95 คะแนน และยังเอาชนะสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพได้ 3 ประตูต่อ 2
คว้าแชมป์ไปแบบยิ่งใหญ่ แต่ก็ถูกคู่ปรับรายเดียวกันถีบตกรอบยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกจาก “ประตูผี” ของหลุยส์การ์เซีย ในปีต่อมาพวกเขายังได้แชมป์อีกด้วยคะแนน 92 คะแนนและยังชนะเลิศเอฟเอคัพด้วยการเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไป 1-0 ในปี 2007 และยังคว้าแชมป์ลีกคัพได้จากการเอาชนะอาร์เซนอลไป 2-1 จากสองลูกของดีดีเย ดรอกบาตำนานกองหน้าของสโมสรเชลซี เขาถูกปลดในปี 2007 และถูกแทนที่ด้วย อัฟราม แกรนท์ กุนซือผู้พาทีมเข้าชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกก่อนจะไปพ่ายแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอย่างน่าเจ็บปวดในการดวลจุดโทษ 5-6 โดยจอห์น เทอร์รี่และนีกอลา อาแนลกายิงจุดโทษไม่เข้า ในปีต่อพวกเขาดึง หลุยส์ ฟิลิปเป
สโคลารี เข้ามาคุมทีม แต่ก็ฟอร์มแย่จนโดนปลดออกไป นอกจากจะพลาดแชมป์ลีกและบอลถ้วยแล้ว พวกเขายังตกรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2008-09 ในยุคของกุส ฮิดดิงค์จากการพ่ายให้กับบาร์เซโลนาด้วยกฏประตูทีมเยือนของอันเดรส อีเนียสตา และเป็นแมตช์ที่ผู้ตัดสินถูกครหาเกี่ยวกับการตัดสินในวันนั้นที่ดีดีเย ดรอกบา ถึงกับสาดน้ำลายด่าผู้ตัดสินออกการถ่ายทอดสดอย่างสนุกปาก ทำให้ยูฟ่าแบนเขาสามนัดด้วยกัน แต่ก็ยังได้แชมป์เอฟเอคัพด้วยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันไป 2-1
จากประตูของดีดีเย ดรอกบาและแฟรงค์ แลมพาร์ดในปีต่อมา คาร์โล อันเชล็อตติได้มาคุมเชลซีแทนและได้แชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยการยิงประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 103 ประตูใน1ซีซั่น และยังป้องกันแชมป์เอฟเอคัพได้จากประตูสุดสวยของดีดีเย ดรอกบาจากการยิงฟรีคิกใส่สโมสรฟุตบอลพอร์ตสมัทและชนะไป 1-0 ซีซั่น 2010-11 เป็นซีซั่นที่ดีในช่วงแรก แต่หลังจากเรย์ วิลกิ้นส์ ออกจากเชลซี
รวมถึงการเป็นโรคไข้มาลาเรียของดิดิเย่ร์ ดรอกบา ทำให้พวกเขาไม่ชนะถึงหกนัดติด ซึ่งรวมถึงการพ่ายสโมสรฟุตบอลซันเดอร์แลนด์น้องใหม่ในปีนั้นด้วยสกอร์อัปยศ 0-3 อีกด้วย แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เก็บชัยชนะจนคว้าโควตาไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปีต่อมา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here